0 Views

เมื่อคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋ไปประจำการณ์ตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้ที่มีสถานะสูงสุดจะถูกเรียกว่าผู้อาวุโส และเมื่อมีคนใดคนหนึ่งบรรลุถึงระดับเซียนนักรบ เขาก็จะฝึกตนอยู่ในตำหนักเทพดาราเพื่อฝึกฝนทักษะของตนเอง

ความจริงแล้วเมื่อคนเราบรรลุขั้นที่เก้าระดับปฐพีความแข็งแกร่งนั้นจะถือเป็นจุดสูงสุด ซึ่งอาจจะสามารถข้ามผ่านไปยังระดับเหนือพิภพได้ หากไม่แล้วก็อาจจะอยู่ขั้นที่เก้าระดับปฐพีตลอดไป

ดังนั้นเหล่าเซียนนักรบทั้งสี่จึงแทบจะไม่ปรากฏตัวมากนัก คนภายนอกจึงไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ทว่าแม้นซ่งหลิงเฟิงจะมิมีโอกาสได้พบเซียนนักรบทั้งสี่ แต่เขาก็รู้จักผ่านข่าวลือ นั้นทำให้เขาตระหนักได้แท้จริงว่าบุรุษผู้สวมชุดคลุมสีม่วงนี้คือเซียนนักรบผู้ยิ่งใหญ่

ยามที่คิดเช่นนั้นความโกรธและโทสะที่พุ่งพล่านก็เปลี่ยนเป็นเหน็บหนาว เม็ดเหยื่อเย็นเฉียบไหลตามหลัง

เซียนนักรบเสื้อคลุมสีม่วงเอ่ยถามอีกครั้งอย่างดุดัน “เจ้าแซ่ซ่งใช่หรือไม่?”

“ข้าน้อยซ่งหลิงเฟิง เป็นผู้อาวุโสของพระสนมซวน…” ซ่งหลิงเฟิงเงยหน้าเอ่ยขึ้นภายใต้แรงกดดันของเซียนนักรบ เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่ล้อมรอบตัวเองอยู่

สุ้มเสียงและท่าทีของเซียนนักรบบ่งบอกอารมณ์ที่ชัดเจน นั่นคือความน่ารำคาญ เขาไม่พอใจยิ่งนัก!

“ได้ เพราะแซ่ของเจ้าคือซ่ง เช่นนั้นนับแต่วันนี้ไปนามของคือซ่งจง(1)”เซียนนักรบปล่อยมือออกจากหอก ยกมือเล็กน้อยและผลักซ่งหลิงเฟิงห่างออกไปหลายก้าว

“องครักษ์หลี่!” เซียนนักรบร้องตะโกน

“ขอรับ” องรักษ์หลี่มองไปที่ซ่งหลิงเฟิงด้วยสายตาเยาะเย้ย เขาทราบดีว่าเซียนนักรบกำลังโมโหหนัก เรื่องนี้ย่อมไม่จบลงง่าย ๆ

มีเพียงคนหยิ่งผยองและขลาดเขลาเท่านั้นที่จะลงมือสังหารผู้ชนะการทดสอบ มิใช่ซ่งหลิงเฟิงที่ทำตัวอวดดีก่อนหน้าหรอกหรือ? เขาอ้างว่าจะทำให้รู้สึกเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้?

เช่นนั้นก็มาดูกันว่าเรื่องราวในวันนี้จะจบลงเช่นไร!

“ดูแลสองคนนี้ อย่าให้พวกอันธพาลเข้ามาใกล้” เซียนนักรบสั่ง

“ขอรับ”

เซียนนักรบเปลี่ยนน้ำเสียง มองซ่งหลิงเฟิงและเอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร” เขาชี้ไปที่อู๋เซียง

“ข้าไม่ทราบ….” ซ่งหลิงเฟิงตกตะลึง มิว่าจะมองอย่างไรชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่น่าจะมีเบื้องหลังที่สูงส่ง ยกเว้นเพียงการต่อสู้เหมือนสัตว์ประหลาด และเขายังสวมชุดของลูกหลานขุนนางระดับต่ำมิใช่หรือ?

“แล้วทราบหรือไม่ว่าข้าคือใคร” เซียนนักรบถามเสียงแข็ง

“ท่านคือเซียนนักรบของดินแดนศักดิ์เสิ๋นอู๋” เขาตอบอย่างระมัดระวัง

“ดีที่ดวงตาของเจ้ายังไม่ได้เคลื่อนไปอยู่หลังศีรษะเสียก่อน ปัญหาวันนี้เกิดขึ้นเพราะคนของเจ้ารังแกผู้อื่นก่อนใช่หรือไม่”

“ทะ..ท่านเซียนนักรบ ทว่าเขา—เขาทำลายป้ายร้านศักดิ์สิทธิ์ข้านะขอรับ เป็นป้ายที่พระสนมซวนมอบให้มันมีค่าอย่างมากกับพวกเรา”

ยามนี้ซ่งหลิงเฟิงจำเป็นต้องขุดไม้ตายก้นหีบขึ้นมาใช้ เขาหวังว่าร่มเงาของฮ่องเต้จะช่วยให้เขาผ่านปัญหานี้ไปได้ชั่วคราว

และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กหนุ่มบ้านนอกนั่นจึงเป็นที่สนใจของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แถมยังมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ปรากฏขึ้นมาอีก

ซึ่งผู้ที่ปรากฏกายในครั้งนี้กลับมิได้อยู่ระดับเดียวกันกับองครักษ์ผู้นั้น แต่เป็นเซียนนักรบผู้ที่เขามิมีแม้แต่คุณสมบัติจะเงยหน้าขึ้นมอง

สี่เซียนนักรบ!

ตัวตนที่กระทั่งว่าองค์ฮ่องเต้ยังไม่อาจเสียมารยาทได้ ไม่ต้องพูดถึงเขาด้วยซ้ำ

เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาไม่เข้าใจสักนิด

ทางด้านบุรุษสวมเสื้อคลุมสีม่วงนั้นก็ไม่เอ่ยอธิบายเรื่องราว เขาเพียงแสยะยิ้มและเหลือบมองซากป้ายโรงเตี๊ยมวิหคเพลิง เขายกยิ้มมุมปาก “เขาเป็นผู้ทำลายป้ายนี้ของเจ้างั้นรึ?”

“ขอรับ แม้นว่าจะมีความขัดแย้งกันทว่าการทำลายป้ายนี้ของข้านี่ไม่ถูกต้องนัก”

เซียนนักรบยิ้มเย็น “ทำได้ดี หากเขาไม่ทำข้านี่ล่ะจะทำลายมันเอง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งหลิงเฟิงถึงกับตัวสั่นสะท้านอีกครั้งและพูดติดอ่างว่า “ทะ..ท่านเซียนนักรบ หะ..เหตุใดเล่า? ข้านั้นปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ทำงานหาเงินสุจริต ป้ายโรงเตี๊ยมนี้พระสนมซวนก็เป็นผู้…”

บุรุษผู้ยิ่งใหญ่มีความฉงน “พระสนมซวน?”

“ขอรับ พระสนมซวนเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้และเป็นน้องสาวคนเล็กของข้าด้วย”

“อย่างนั้นหรือ” เซียนนักรบแสยะยิ้มอีกครั้ง “เป็นเพราะพระสนมซวนสินะ โรงเตี๊ยมของเจ้าจึงสามารถทุบตีและฆ่าผู้คนได้ตามใจ สามารถเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์กลั่นแกล้งคนไปทั่วได้ใช่หรือไม่?”

ซ่งหลิงเฟิงรู้สึกตกใจร้องลอบในใจว่าแย่แล้ว จากน้ำเสียงของเซียนนักรบแล้วเขานั้นมิได้เกรงกลัวนามของพระสนมซวนแม้แต่นิดเดียว

“ขะ…ข้าน้อยมิกล้า” เขาพูดเสียงอ่อน

“เจ้าไม่กล้า? เช่นนั้นที่เจ้าเอ่ยว่าเขาผิดที่ทำลายป้ายโรงเตี๊ยมของเจ้า คนรับใช้เจ้าก็รุมสังหารเอาชีวิตเขาหมายความว่าอย่างไรกัน?”

“นี่…..” ตอนนี้มีเพียงประโยคที่ว่าอยากจะร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออกเท่านั้นที่อธิบายความรู้สึกของเขาได้

เห็นได้ชัดว่าเซียนนักรบไม่ต้องการคำอธิบายอีกต่อไป เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ “เพียงถ้อยคำเดียว โรงเตี๋ยมจะต้องปิดกิจการลง!”

“ปิดกิจการ” ซ่งหลิงเฟิงตัวสั่น

“เจ้าไม่พอใจหรือ?”

ซ่งหลิงเฟิงร่ำร้องว่า “ท่านเซียนนักรบ โรงเตี๊ยมนี้เป็นกิจการยังชีพของตระกูลของพวกเรา หากปิดตัวลงพวกเราจะทำมาหากินอย่างไร”

“เช่นนั้นเจ้าก็เปิดกิจการต่อไป ข้าหวังว่าเมื่อท่านเทพยุทธ์เอ่ยถามเรื่องนี้ตระกูลของเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่” จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

ท่านเทพยุทธ์? ซ่งหลิงเฟิงตัวปวกเปียกโดยสมบูรณ์ เรื่องนี้มันเชื่อมโยงถึงคนผู้นั้นได้อย่างไร? ท่านผู้นั้นอยู่ที่ตำหนักเทพดาราและมิเคยมายุ่งเกี่ยวเรื่องต่าง ๆ ทางโลก หรือว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นเชื้อสายของท่าน?

เป็นไปมิได้

เครือญาติของท่านจะไม่เป็นชนชั้นสูงได้อย่างไร

“ท่านเซียนนักรบได้โปรดอย่าเพิ่งจากไป…” ซ่งหลิงเฟิงอ้อนวอน “ข้าจะปิด ข้าปิดกิจการทันที! ขอแค่ท่านให้โอกาสแก้ตัวข้า!”

แท้จริงแล้วเซียนนักรบนั้นต้องการเพียงสั่งสอนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องการให้เขาจนตรอกและไร้ที่ซุกหัวนอน เพราะอย่างไรในท้ายที่สุดฉินอู๋เซียงก็ไม่ได้เป็นอันใด

แต่หากว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่ม สถานการณ์จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ส่วนนามของพระสนมซวนนั้นเขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

หากเขาต้องการทำลายซ่งหลิงเฟิงจริง ไม่จำเป็นต้องเหลือบมองด้วยซ้ำ นางเป็นเพียงสนมตัวเล็ก ๆ ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากบางฝั่ง หากเขาต้องการลงมือเขาสามารถล้มพรรคพวกนางได้ภายในสามวันเท่านั้น หลังจากนั้นนางก็จะอยู่ตำหนักเย็นมิเห็นแสงเดือนดาวไปตลอดชั่วชีวิต

เพราะว่าอู๋เซียงไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาในฐานะเซียนนักรบจึงไม่ต้องการเปิดเผยความสามารถของเด็กหนุ่มออกไป อย่างไรก็ชื่อของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังอย่างมากบนโลก หากเขาเคลื่อนไหวโดยไม่ยั้งคิดจะถือเป็นการทำลายแรงสมดุล ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนก

“เจ้าอยากได้โอกาสแก้ตัวรึ?” หลังจากที่มองดูสักพักเขาก็เอ่ยปากพูด

“ขอท่านได้โปรดเมตตา” ซ่งหลิงเฟิงอ่อนน้อมร้องขอความปราณี

“ถ้าอย่างนั้นก็ปิดกิจการโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงลงชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากเกิดเรื่องเช่นนี้อีกครั้งก็ลืมมันไปเสีย แม้นว่าเจ้าจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม”

ตอนที่เอ่ยประโยคนี้สุ้มเสียงของเขาดุดุดันอย่างชัดเจน

“ได้ขอรับ! ได้เลย ข้าจะทำตามแน่นอน!” ซ่งหลิงเฟิงตอบรับรัว ๆ

“ไปกันเถอะ” บุรุษเซียนนักรบมิได้เหลือบมองที่ซ่งหลิงเฟิงอีกต่อไป เขาเอ่ยเรียกองครักษ์หลี่แทน

“ขอรับ”

อู๋เซียงยิ้มพลางประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าวาจาของตงหยานจะทำให้เซียนนักรบเคลื่อนไหวเองได้ ตัวตนเช่นเขาแทบจะไม่เกี่ยวข้องเรื่องราวยุ่งเหยิงเช่นนี้

และก่อนที่องครักษ์หลี่จะจากไปเขาก็ยังไม่ลืมที่จะเหลือบมองซ่งหลิงเฟิงด้วยสายตารังเกียจ ยามนี้ซ่งหลิงเฟิงทำอะไรไม่ได้เลย เขาไม่กล้าเอ่ยปากใด ๆ

ด้วยความมึนงง ในที่สุดเขาก็ฟื้นคืนสติในยามที่เซียนนักรบเดินจากไปพร้อมคนของเขา เขาใช้มือแตะเหงื่อเย็นบนหน้าผาก

เขาได้แต่มองดูทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกเศร้าและโกรธแค้นยามที่เห็นคนรับใช้มือดีที่สุดสองคนสิ้นลมหายใจ เขาได้แต่ร่ำร้องกับความอยุติธรรมนี้ “เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใคร!? ไปสืบข่าวมาให้ละเอียด!”

“เฒ่าแก่…เฒ่าแก่ใหญ่!”

จากที่ไกล ๆ ผู้จัดการเก้าวิ่งมาอย่างบ้าคลั่งและป้องปากตะโกนว่า “เฒ่าแก่ขอรับ ท่านเฟยฝากถ้อยคำบางอย่างให้มาบอกแก่ท่าน”

ท่านเฟย?

ซ่งหลิงเฟิงหดหู่อยู่ภายในใจ และก็รู้สึกสงสัยว่าอีกคนมีเรื่องอันใดจะบอกเขา

ผู้จัดการเก้าเดินเข้ามาข้างใน แต่ก็ไม่เห็นอู๋เซียงและคนอื่น ๆ จึงร้องถามขึ้น “พวกเขาอยู่ไหนขอรับ”

ซ่งหลิงเฟิงอดทนไม่ไหวร้องเสียงดังว่า “ท่านเฟยฝากถ้อยคำใดมา?”

ผู้จัดการเก้ามองดูรอบ ๆ เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่จึงกล่าวออกมา “ท่านเฟยขอให้ข้ามาแจ้งท่านว่าจากการคาดเดาของเขานั้น มีการทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ที่เทือกเขานภาร่ำร้อง และหากเขาเป็นผู้เยาว์ต่างถิ่นท่านจะต้องตรวจสอบว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่ผ่านทดสอบหรือไม่ รวมทั้งผลคะแนนของเขาด้วย….”

ดั่งถูกอัสนีฟาดผ่านร่าง ซ่งหลิงเฟิงตัวแข็งเป็นหิน ความคับข้องใจเกิดเป็นความเข้าใจในพลันพลางพึมพำว่า “นี่คงจะเป็นเหตุผลว่าทำไม…”

ผู้จัดการเก้าพูดลมหายใจอึดเดียว “ข้ารีบวิ่งมาให้เร็วที่สุดตอนที่ท่านเฟยบอก ไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อยเลยขอรับ”

เพราะไม่มีผู้ใดให้ระบายความเกรี้ยวโกรธ จึงร้องเสียงดังลั่นว่า “ปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะเจ้า หากเจ้าสายตาดีเรื่องมันจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

ผู้จัดการเก้าเขารู้สึกผิดมหันต์ เป็นเฒ่าแก่ใหญ่มิใช่หรือที่สั่งสอนพวกเขาว่าเมื่อเผชิญหน้ากับพวกก่อความวุ่นวาย ควรรักษาหน้าตาของโรงเตี๊ยมลงมือสั่งสอนพวกมันซะ?

เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่ซ่งหลิงเฟิงก็ร้องขึ้นอีก “ยังยืนบื้ออยู่อีก แจ้งคำสั่งข้าลงไปโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงจะปิดกิจการชั่วคราวหนึ่งเดือนเพื่อปรับปรุงร้านใหม่”

“ปิดกิจการหรือขอรับ?” ผู้จัดการเก้ามึนงง

“ไป!”ซ่งหลิงเฟิงร้องเสียงก้องด้วยความโกรธ “ส่วนผู้เสียชีวิตข้าจะจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวพวกเขาสองเท่าและทำพิธีฝังศพอย่างดี ดำเนินการตามนี้ทันที! ข้าจะเข้าวังขอพบพระสนมซวน!”

ผู้จัดการเก้าตระหนักถึงความผิดปกติที่ชัดเจน ทว่าเขาก็ไม่กล้าตั้งคำถามยามที่นายของตนกำลังยืนอยู่กลางพายุความเกรี้ยวกราด ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

 

 

 

ขณะที่อู๋เซียงเดินตามเซียนนักรบอยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นเขาก็หยุดเท้าลงและสอบถามตงหยานว่า “น้องชายตง เจ้าพาผู้อาวุโสทั้งสามนางไปที่ใดรึ”

“ข้าขอให้พวกนางออกจากเมืองหลวง ปัญหานั้นโชคร้ายไปหน่อยที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่จะให้พวกนางเสียเวลาเปล่ามิสู้กลับบ้านดีกว่า”

เขาเงียบพักนึง ตกอยู่ภายในภวังค์ของตน สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้เขารู้สึกว่ามันแปลกประหลาด ทว่าแปลกตรงไหนก็ยังคิดไม่ออก

อู๋เซียงเดินคล้อยตามไปพลางคิด และหลงลืมเรื่องราวที่โรงเตี๊ยมวิหคเพลิงไปแล้ว

จากสายตาของเขาแล้ว ความขัดแย้งในโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงนั้นเป็นเพียงละครฉากสั้น อย่างไรก็ตามคล้ายว่าเขาลืมเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวของอู๋เซียงเอง